helpful tips..........
ประเภทหลอดไฟ ตอน 1
มารู้จักกับหลอด Incandescent และ หลอด Halogen กันเถอะ!
<
back

ประเภทหลอดไฟ ตอน 1

หลอด Incandescent และ Halogen

------------------------------------------------------------

สมมติหลอดไฟบ้านคุณเสีย คุณต้องหามาเปลี่ยน คุณจะทำอย่างไรครับ?

คนเกินร้อยละ 50 จะถือหลอดไฟเสีย หรือ กล่องหลอดไฟอันเก่า (ถ้ามี) เดินเข้าไปในร้านโคมไฟแล้วก็ถามว่า “น้องๆ หลอดแบบนี้มีไหม?”
เพราะอะไรน่ะหรือครับ? ก็เพราะคนมากมายไม่รู้ว่า หลอดไฟของคุณมันเรียกว่าอะไร? จะบอกว่าหลอดไฟ มันก็คือหลอดไฟๆเหมือนกันหมด ก็ไม่ได้

ก่อนจะไปไกลกว่านี้ มาลองทดสอบเล่นๆกันดีกว่าว่า คุณรู้จักคำเหล่านี้บ้างไหม?

E27, G4, G9, LED, MR16, PAR38, QR111, T5, TC-D, TC-TSE

เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งปิดหนีสิครับ 555 จริงอยู่ว่ามันมีคำศัพท์เป็นร้อยๆคำ แต่ขนาดผมอยู่ในวงการ บางครั้งผมก็ยังต้องเปิดตารางดูเลย ดังนั้นไม่ต้องจำทั้งหมดหรอกครับ สิ่งสำคัญคือขอให้คุณเข้าใจ Concept ของมันก่อน แล้วจะไม่มีอะไรยากครับ

คุณเชื่อไหม หลอดไฟ 1 หลอด คน 3 คนอาจเรียกไม่เหมือนกันเลย! ถึงจะฟังดูเป็นตลกร้าย แต่ผมไม่ได้ล้อเล่นนะ 555 เพราะอะไรน่ะหรือครับ?

เพราะ คนที่ 1 อาจระบุเป็น “ประเภทหลอดไฟ” คนที่ 2 อาจระบุ “ทรงหลอด” ขณะที่คนที่ 3 อาจระบุ “ขั้วหลอด”

ยกตัวอย่างเช่น หลอดไฟยี่ห้อหนึ่ง เป็นหลอด LED, ทรง A60, ขั้ว E27 เป็นต้น

ดังนั้นการระบุหลอดไฟสำหรับโคมไฟอย่างมีประสิทธิภาพ คุณจำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับ ประเภท, ทรง, ขั้ว และ สีของแสง 

เอาล่ะครับ… ไว้ผมจะไล่กันไปทีละเรื่อง

บทความนี้ ผมขอเขียนเกี่ยวกับ “ประเภทหลอดไฟ” ก่อนแล้วกันครับ

หลอดไฟสามารถแบ่งออกได้เป็น 6 ประเภทหลักๆ คือ หลอดอินแคนเดสเซนต์, หลอดฮาโลเจน, หลอดฟลูออเรสเซนต์, หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์, หลอด HID และ หลอด LED แต่ละหลอด มีลักษณะแตกต่างกันออกไป มาไล่ดูกันไปทีละหลอดนะครับ

 

1 หลอด Incandescent

คนไทยส่วนมากเรียกกันว่า “หลอดไส้” นอกจากนี้คำว่า “หลอดปิงปอง” หรือ “หลอดดวงเทียน” ก็จัดอยู่ในตระกูลนี้เช่นกัน

คำว่า Incandescent แปลว่า ร้อนระอุ, ร้อนเป็นไฟ เออ... แล้วทำไมฝรั่งถึงตั้งชื่ออย่างนี้ เดี๋ยวมาดูกัน...

ก่อนอื่น หลอดไฟประเภทนี้หน้าตาเป็นอย่างไร? มันก็คือหลอดไฟที่คุณเห็นบ่อยที่สุดนั่นแหละครับ มีลวด Tungsten อยู่ภายในครอบแก้วครับ (เหมือน Baby Bulb Mascot ของเรานั่นแหละครับ)

หลักการของมันคือ ใส่ไฟฟ้าเข้าไปในลวด พลังงานไฟฟ้าเปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน พอลวดร้อนมากๆก็กลายเป็นสีแดงและเปล่งแสงออกมา (เหมือนในหนังที่มีการตีดาบตอนร้อนๆ) แสงที่ได้จะเป็นแสงโทนเหลืองส้ม ที่เรียกกันว่า Warm White

ทั้งนี้หลอดไฟที่เราเห็นๆกันอยู่ในปัจจุบันก็ไม่เหมือนหลอดในอดีต ผมเลยขอเล่าย้อนไปถึงสมัยต้นกำเนิดหลอดไฟครับ คนประดิษฐ์หลอดไฟคือใคร? ใช่ โทมัส อัลวา เอดิสัน หรือไม่?

ไม่ใช่ครับ! แต่ในยุคของ Edison จะมีนักประดิษฐ์อีกท่านชื่อ โจเซฟ สวอน ประดิษฐ์แข่งกัน

หลอดไฟรุ่น Prototype ของ โจเซฟ จดลิขสิทธิ์ในปี พ.ศ. 2421 ออกแบบโดยใช้แท่งคาร์บอนติดบนกระเปาะแก้ว แล้วให้ความร้อนด้วยไฟฟ้า อยู่ภายในหลอดแก้วสูญญากาศ คุณสมบัติที่น่าสนใจของคาร์บอนก็คือ พอมันร้อน มันสามารถเปล่งแสงได้ โดยที่ยังไม่หลอมละลาย แต่ปัญหาก็ยังมีคือ มันขาดง่าย บางคนก็ว่า แสงที่ได้มันไม่สว่าง (ปล. ผมก็เกิดไม่ทันนะ อ่านมาอีกที 555)

เอดิสันก็ เอามาปรับปรุงจนใช้ได้จริง โดยหลอดไฟของ Edison สามารถเปิดติดได้นานถึง 13 ชั่วโมงครึ่ง

ว่ากันตามจริง Concept ก็คล้ายๆกันนั่นแหละคือ แท่งคาร์บอนร้อนๆในหลอดแก้ว (คาร์บอนเกิดจากการเอาฝ้ายมาปั่นและเผาให้เป็นถ่าน) แต่ที่ทำให้เอดิสันโด่งดังกว่าก็เพราะเขาไม่ได้ประดิษฐ์แค่หลอดไฟ แต่ยังมีอุปกรณ์เสริมอื่นๆเช่น หม้อปั่นไฟ และยังพัฒนาวงจรไฟฟ้าประมาณว่า One stop service นั่นเอง

พอพัฒนาเสร็จ ก็จดสิทธิบัตรแสดงความเป็นเจ้าของหลอดไฟทันที โดยหลอดไฟที่เอดิสันออกแบบมีลักษณะเป็นขั้วเกลียว คนจึงเรียกว่า Edison Screw Socket  หรือ ES Bulb และก็ย่อลงมาเหลือเป็น E เช่น E27, E14 ในที่สุด

ลักษณะที่น่าสนใจของหลอดไฟ Incandescent
- ภายในหลอดแก้วเป็นสูญญากาศ (ครอบแก้วแล้วดูดอากาศภายในออก) เพื่อไม่ให้เกิดกระบวนการเผาไหม้ (Oxidation) เพราะถ้าลวดร้อนๆเจอกับออกซิเจน ไฟจะลุก ลวดจะไหม้และหลอมละลาย หลอดไฟก็จะขาดทันที 

- ในปี พ.ศ. 2453 วิลเลียม เดวิส ได้ใช้ขดลวด Tungsten (ทังสเตน) มาเป็นไส้หลอด เพราะมีคุณสมบัติคือ จุดหลอมเหลวสูงมาก (ร้อนแต่ไม่ละลาย)  ส่วนลวด Tungsten ที่เราเห็นเป็นขดเกลียวๆ สาเหตุคือเราอยากได้แสงเยอะๆ แสงเยอะๆก็ต้องใช้ลวดเยอะๆ แต่พื้นที่ภายในหลอดมีนิดเดียว ก็เลยต้องเอามาขดนี่แหละครับ
- มีการใส่ก๊าซเฉื่อยไว้ภายในเพื่อให้ Atom ของ Tungsten ระเหิดน้อยลง หลอดไฟจึงไม่ขุ่น (ถ้าไม่ใส่ Atom ทังสเตนระเหิดก็มาติดแหมะอยู่กับผิวแก้วด้านใน หลอดจะขุ่นด้วยเขม่าสีดำ ส่วนไส้หลอดก็จะบางลงๆ)
ทำให้ลวด Tungsten มีอายุยาวนานขึ้น

 

2 หลอด Halogen

ชื่อเต็มคือหลอด Tungsten Halogen เป็นหลอดที่มีวิวัฒนาการมาจาก Incandescent

Halogen มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลว่า Salt Former ใครเรียนเคมีมา จะรู้ว่าอยู่ในตารางธาตุกลุ่ม 17 ได้แก่ Fluorine (F), Chlorine (Cl), Bromine (Br), Iodine (I), Astatine (At)

หลอด Halogen มีหลักการคล้ายหลอด Incandescent ครับ คือให้กระแสไฟฟ้าให้ความร้อนลวด Tungsten พอร้อนมากๆ มันก็เปล่งแสงออกมา แต่ในหลอดมีการบรรจุก๊าซกลุ่ม Halogen เข้าไปในหลอดแก้วที่ทำจากควอทซ์

สิ่งที่ได้คือแสงโทนเหลือง (ประมาณ 3000K) ที่สว่างกว่า และ มีค่า CRI ที่เต็ม 100% (ขณะที่หลอดอื่นๆ อาจมี CRI 70-95%)

ขอนอกเรื่องนิดนึง เพราะผมเชื่อว่า มีคนกำลังงงว่า CRI (Color Rendering Index) คืออะไร?

ค่า CRI ตามตำราเรียน คนไทยแปลไว้ว่า “ค่าความถูกต้องของสี” ซึ่งพอแปลแบบนี้ คนส่วนมากก็เข้าใจว่ามันเป็นเรื่องของอุณหภูมิแสง อารมณ์ประมาณว่า ถ้าแสงเหลืองส่องวัตถุสีขาว แสงมันจะย้อมทำให้เราเห็นวัตถุเป็นสีเหลือง แล้วสีมันจะถูกต้องได้ยังไงล่ะ!!!

ขอแจ้งว่าคนละเรื่องครับ 555 อุณหภูมิแสงก็คืออุณหภูมิแสง, CRI ก็คือ CRI

เมื่อคุณมองวัตถุชิ้นเดียวกัน ภายใต้หลอดไฟ LED 3000K กับ Halogen 3000K ที่มีความสว่างเท่ากัน ความสวยของวัตถุภายใต้แสง Halogen จะสวยกว่าครับ!

จริงอยู่ครับ วัตถุของคุณจะถูกแสงเหลืองย้อมเหมือนกัน แต่ความสดใสของสีจะไม่เท่ากัน อย่างที่แจ้งไปแล้วว่า Halogen มี CRI 100% สีของวัตถุของคุณจึงสดมาก พอเทียบกับสีของวัตถุภายใต้แสง LED วัตถุเดียวกันอาจดูจืดชืดไปเลย

ดังนั้น หลอด Halogen จึงถูกยกให้เป็นหลอดเทพเจ้าแห่งการ Display เหมาะมากกับการใช้ส่องเน้นวัตถุ, งานศิลปะ นอกจากให้แสงแล้ว มันยังให้รังสีอินฟราเรด (Infrared) หรือคลื่นความร้อนอีกด้วย... มันทำให้เปลืองค่าแอร์ขึ้นมาบ้าง แต่ในทางกลับกัน เอามาส่องอาหารก็ไม่เลวนะครับ ทำให้อาหารอุ่นและดูน่าทาน :)

ทั้งนี้ ฮาโลเจน แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะคือ แรงดันทั่วไป (220 โวลต์เมืองไทย หรือ 120 โวลต์เมืองนอก) และ ฮาโลเจนแรงดันต่ำ (12 โวลต์)

ก็ตามชื่อครับ หลอด Halogen แรงดันทั่วไปสามารถต่อตรงกับไฟบ้านได้เลย ได้แก่หลอด G9 , GU10 พวกนี้ถ้าคุณติดระบบ Dim (หรี่แสง) หลอดจะอายุนานขึ้น

ในทางกลับกัน แรงดันต่ำต่อตรงกับไฟบ้านไม่ได้ ต้องมีบัลลาสต์เพื่อแปลงแรงดันไฟฟ้าให้ต่ำลงก่อน เช่น หลอด G4, GY6.35, MR16, MR11 พวกนี้ไม่เหมาะกับการ Dim

...

ก่อนจบ เชื่อมีคนงงอีกแล้ว... อะไรคือ G4, GY6.35, MR16, ฯลฯ ผมจะขออธิบายเป็น Concept ละกันนะครับ...

จะ G, GU, GY ถือเป็นหลอดไฟตระกูล G ทั้งหมด โดย G ย่อมาจาก “Glass” (แก้ว) ส่วนตัวเลขที่ตามหลังคือระยะห่างระหว่างเข็ม (Pin) ทั้ง 2 อันในหน่วยมิลลิเมตร เช่น

ถ้าหลอด G4 จะมี Pin ห่างกัน 4 มิลลิเมตร เป็นต้น (ไปสังเกตดู หลอดพวกนี้ ตรงขั้วหลอดจะมีเข็ม 2 อัน)

ส่วน MR ย่อมากจาก “Multifaceted Reflector” หรือหลอดไฟที่มี Reflector อยู่ภายในตัว ดังนั้น MR อาจหมายถึงหลอด LED ก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็น Halogen อย่างเดียว ส่วนเลขตามหลังคือเส้นผ่านศูนย์กลางหลอดไฟ สมการก็คือให้เอาเลขตามหลังหาร 8 จะได้หน่วยออกมาเป็นนิ้ว เช่น

MR16 จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลอดไฟเท่ากับ 16 หาร 8 หรือเท่ากับ 2 นิ้ว (51 มิลลิเมตร)

MR11 จะมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลอดไฟเท่ากับ 11 หาร 8 หรือเท่ากับ 1.375 นิ้ว (35 มิลลิเมตร) นั่นเอง

 

ไว้จะมาเขียนเรื่อยเปื่อยต่อคราวหน้าครับ 555

หาโคมไฟสวยๆ ได้ที่ lightinghouse นะครับ

นายปลั๊กไฟ

light up living for...  
34
years
6
months
25
days
52
hours
16
minutes
50
seconds