helpful tips..........
ประเภทหลอดไฟ ตอน 2
มารู้จักกับหลอด fluorescent กันเถอะ!
<
back

ประเภทหลอดไฟ ตอน 2

หลอด Fluorescent

---------------------------------------------

ในตอนที่ 1 ผมเขียนเกี่ยวกับหลอด Incandescent และ Halogen ไปแล้ว

คราวนี้มาต่อกันเลยกับหลอดไฟประเภทที่ 3

3หลอด Fluorescent

หลอดไฟชนิดนี้ เมื่อก่อนเป็นที่นิยมมาก เพราะมันสว่าง, กินไฟไม่มาก, อายุการใช้งานก็นานใช้ได้ แถมหลอดก็ไม่แพง

“Fluorescent” แปลว่า “เรืองแสง” ดังนั้นแปลตรงๆก็คือ หลอดเรืองแสง นี่แหละครับ แต่ชาวบ้านนิยมเรียกกันว่า หลอดตะเกียบ, หลอดนีออน มากกว่า

เออ แล้วทำไมฝรั่งถึงตั้งชื่อว่า “หลอดเรืองแสง” ล่ะ? ต้องมาดูกันที่ส่วนประกอบครับ...

 

คุณนึกภาพหลอด Fluorescent ออกนะครับ

หลอดแก้วขาวขุ่น กลวงๆ ยาวๆ มีขั้วอลูมิเนียมที่ปลายหลอด 2 ฝั่ง รายละเอียดที่ผมจะเพิ่มให้คือ

ข้างในหลอดเป็นสูญญากาศ มีไส้หลอด (อยู่ข้างในติดกับขั้ว) เคลือบสารพิเศษ (เพื่ออะไร เดี๋ยวบอก)

ข้างในบรรจุ ปรอท, ก๊าซเฉื่อยความดันต่ำ นอกจากนี้ ที่ผิวแก้วด้านในจะเคลือบด้วยสารเรืองแสง ภาษาอังกฤษเรียกว่า “ฟอสเฟอร์” (phosphor)

นอกจากเรื่องส่วนประกอบในหลอด ยังมีอีกเรื่องที่ต้องกล่าวถึงคือ อุปกรณ์ที่ต้องใช้กับหลอดชนิดนี้ ซึ่งก็คือ Starter กับ Ballast นี่คือภาพรวมทั้งหมดครับ

ต่อมา มาเรื่องวงจรบ้าง

คุณคงสงสัยว่า หลอดแก้วกลวงๆ มันนำไฟฟ้าได้ยังไง? และ มันสว่างได้ยังไง?

ผมขอสรุปแบบคร่าวๆละกันนะครับ...

พอคุณเปิดสวิทซ์ไฟปุ๊บ ไฟฟ้าจะวิ่งเข้าไปที่ Starter ก่อน Starter จะทำหน้าที่เผาไส้หลอดให้ร้อน

พอร้อน ไส้หลอดจะผลิต Electron อิสระออกมาล่องลอยแบบชิวๆ เพราะสารเคลือบไส้หลอดเป็นสารที่ช่วยให้เกิดการปลดปล่อย Electron

Ballast ทำหน้าที่ช่วยสร้างความต่างศักย์ระหว่างขั้วหลอด ทำให้ Electron เริ่มออกวิ่งจากขั้วหนึ่งไปสู่อีกขั้วหนึ่ง

ขณะเดียวกันแรงดันไฟฟ้าจาก Ballast ก็ทำให้ปรอทเปลี่ยนสถานะจากของเหลวเป็นก๊าซ (ไอปรอท) และ ก๊าซเฉื่อยจะแตกตัวเป็นอิออน (อะตอมที่สูญเสีย Electron)

เมื่ออะตอมก๊าซเฉื่อยสูญเสีย Electron ก็ไม่เป็นกลางทางไฟฟ้าอีกต่อไป จึงเหนี่ยวนำไฟฟ้าได้

และเมื่อ Electron วิ่งชนอะตอมของไอปรอท จะเกิดพลังงานขึ้นที่ไอปรอท
ไอปรอทก็จะคายพลังงานออกมาในรูปแบบของ รังสี UV (อุลตร้าไวโอเล็ต) ซึ่งตามองไม่เห็น

จากนั้น UV จะมาเจอกับสารเรืองแสงที่เคลือบผิวด้านในของหลอด ซึ่งคุณสมบัติของสารเรืองแสงพวกนี้คือ ดูดกลืน UV และคายออกมาเป็นแสงที่เรามองเห็นได้ ซึ่งอาจเป็นสีไหนก็ได้ ขึ้นกับว่าเคลือบสารเรืองแสงชนิดไหน เช่น ก๊าซนีออน ให้แสงสีส้มแดง, ก๊าซฮีเลียม ให้แสงสีเหลือง, ก๊าซอาร์กอน+ปรอท ให้แสงสีน้ำเงิน เป็นต้น

เอาจริงๆ เรื่องวงจร กลืนๆ คายๆ นี่มันไม่ได้จำเป็นกับคนทั่วไปหรอกครับ 555

แต่เชื่อว่าอ่านถึงตรงนี้ ใครที่ชอบเรียกหลอด Fluorescent ว่า Neon (นีออน) ก็อาจเข้าใจมากขึ้นว่า มันใช้แทนกันไม่ได้ เพราะหลอด Fluorescent หมายถึง หลอดเรืองแสงเฉยๆ ซึ่งสารเรืองแสงในหลอด อาจจะใช่หรือไม่ใช่ Neon ก็ได้

สิ่งที่ควรรู้และเชื่อว่าเป็นประโยชน์ต่อทุกคนคือ เมื่อหลอดเสียแล้ว ถือเป็นขยะอันตรายนะครับ เนื่องจากมันมีสารปรอทซึ่งเป็นพิษต่อมนุษย์

สารปรอท เป็นโลหะหนักที่ระเหยง่าย ถ้าหลอดแตก ปรอทจะระเหยสู่อากาศ สูดเข้าไป ก็จะสะสมอยู่ในร่างกาย หากใครไปเหยียบเศษแก้วจากหลอด Fluorescent ก็ต้องล้างแผลโดยด่วน เพราะปรอทจะเข้าสู่ร่างกายโดยตรง อันตรายมาก

 

นอกเรื่องตามสไตล์นายปลั๊กไฟนิดนึงนะ 555

เรื่องเล่าสุดคลาสสิคของโรคที่เกี่ยวกับปรอทคือ โรคมินามาตะ (ประเทศญี่ปุ่น) เมื่อปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956)

กล่าวคือมันมีโรงงานพลาสติกปล่อยน้ำที่ปนเปื้อนสารปรอทลงอ่าวมินามาตะ พอคนจับกุ้งหอยปูปลามารับประทาน ก็ได้รับสารปรอทไปด้วย ทำให้คนกว่า 3,000 คนล้มป่วย อาการได้แก่ มือเท้าชา, กล้ามเนื้อไม่มีแรง, หงุดหงิด หรือถึงขั้นอัมพาต

 

หรืออีกเรื่องคือการตายของจิ๋นซีฮ่องเต้

กล่าวคือท่านเป็นผู้รวบรวมแผ่นดินจีนทั้ง 7 มณฑล เป็น 1 เดียวได้สำเร็จ ในปี พ.ศ.322 จนได้รับการยกย่องให้เป็นปฐมกษัตริน์แห่งประเทศจีน (ฮ่องแต้คนแรก)

แต่ด้วยความกลัวตาย พระองค์จึงพยายามแสวงหายาอายุวัฒนะ (น้ำอมฤต)

ตามตำนาน พระองค์ดื่มปรอท เพราะคิดว่ามันเป็นยาอายุวัฒนะ ทำให้ล้มป่วย และเสด็จสวรรคตด้วยพระชนมายุพียง 49 พรรษาเท่านั้น

จากตำราจีนเก่าแก่ พบว่าพระองค์สั่งให้มีลำธารปรอทในสุสาน นักวิชาการจึงเชื่อว่า ถ้ามีการเปิดสุสานขึ้นมา พระบรมศพจะยังไม่เน่าสลาย ซึ่งเชื่อกันว่าสามารถชี้ตำแหน่งสุสานได้แล้ว เพราะค้นพบเนินดินที่มีปรอทสูงผิดปกติ

 

สุดท้ายนี้ ขอพูดถึงหลอด Black light อีกหน่อย

เชื่อว่า หลายคนอาจเคยเห็นตาม Night Club หรือ งาน Event Concert นู่นนี่นั่น หลอด Black light ก็จัดอยู่ในตระกูล Fluorescent เช่นกัน

ทั้งนี้หลอด Black light ไม่ได้เคลือบสารเรืองแสงแต่เคลือบสารป้องกัน UV-B ไว้แทน

ขอขยายความนิดนึงละกันครับ… UV มี 2 แบบคือ UV-A และ UV-B โดยสำหรับหลอด Black light คุณจะโดนเฉพาะ UV-A เท่านั้น

โดย UV-A อาจทำให้เป็นต้อ เป็นฝ้า ผิวเหี่ยว ผิวคล้ำขึ้น พูดง่ายๆเกี่ยวกับ Aging ส่วน UV-B ทำให้ผิวไหม้ ผิวเกรียม และอาจทำให้เป็นมะเร็งผิวหนัง

วัตถุที่เรืองแสงในหลอด Black light ก็เช่น สีทาตัวในงาน Event, กระดาษขาว (ขาวเพราะสารเรืองแสง ถ้ากระดาษจากธรรมชาติจริงๆจะมีสีเหลือง) , วัตถุที่มีฟอสฟอรัส (เช่น ฟัน, กระดูก) และ วัตถุสีขาว (สีขาวสะท้อนแสงทุกคลื่นความถี่ ขณะที่สีอื่นๆดูดกลืน UV หมด ไม่สะท้อนสีใดกลับมาเข้าตาเรา)

นอกจากสถานที่ท่องเที่ยวแล้ว หลอด Black light ยังนำไปประยุกต์ใช้ได้อีกหลากหลาย เช่น

- น้ำยาซักผ้าสูตรผ้าขาว เรียกให้ถูกคือ น้ำยาผสมฟอสฟอรัส เพราะฟอสฟอรัสทำให้เสื้อเรืองแสง ดูขาวสะอาดเมื่อเจอกับแสงอาทิตย์ (แต่ไม่ได้แปลว่าเสื้อสะอาดขึ้นนะ 555)

- ตรวจธนบัตรปลอม ธนบัตรหรือแบงค์ของเรา ไม่ใช่กระดาษธรรมดานะครับ เขามีการออกแบบลวดลายสารเรืองแสงลงไปบนธนบัตรด้วย ไม่เชื่อลองเอาแบงค์ของคุณไปส่องกับ Black Light ดูได้

- การสืบสวน สมมติมีแมวขโมยมาคุ้ยบ้าน เจ้าหน้าสืบสวนจะพ่นผงเรืองแสงแล้วใช้ไฟ Black Light ส่อง เพื่อถ่ายรูปลายนิ้วมือคนร้ายเก็บเป็นหลักฐาน

ไว้ว่างๆจะมาเขียนอีกนะ 555

หาโคมไฟสวยๆ ได้ที่ lightinghouse นะครับ

นายปลั๊กไฟ

light up living for...  
34
years
6
months
25
days
52
hours
16
minutes
58
seconds