helpful tips..........
ประเภทหลอดไฟ ตอน 3
มารู้จักกับหลอด compact fluorescent และ Gas Discharge กันเถอะ!
<
back

ประเภทหลอดไฟ ตอน 3

หลอด Compact Fluorescent และ Gas Discharge

---------------------------------------------

4 หลอด  Compact Fluorescent หรือตัวย่อ CFL

แปลภาษาอังกฤษแบบกำปั้นทุบดินก็คือ หลอดเรืองแสงแบบกระทัดรัด โดยหลักการของมันก็เหมือนหลอด Fluorescent นั่นแหละครับ (ไปตามอ่านกันได้ที่ บทความ ประเภทหลอดไฟตอน 2  )

ทั้งนี้คนไทยนิยมเรียกกันสั้นๆว่า “หลอดประหยัด” หรือ “หลอดตะเกียบ”

คุณสมับติที่น่าสนใจคือ กินไฟน้อยแต่ให้แสงสว่างมาก (ที่ความสว่างเท่ากัน กินไฟเพียง 25% ของหลอดไส้) แถมอายุยังยืนอีกด้วย (1 หลอด = หลอดไส้ 8-10 หลอด) แต่สำหรับคนที่ต้องการหรี่ไฟ ลองดูข้างกล่องดีๆก่อนนะครับ

หลอด CFL ยิ้งหรี่ อายุยิ่งสั้น ตรงกันข้ามกับหลอดไส้ที่ ยิ่งหรี่ อายุยิ่งนาน แต่ถ้าอยากจะหรี่หลอด CFL จริงๆ ลองอ่านข้างกล่องดูครับ ถ้ามันแปะคำว่า Dimmable (แปลว่า หรี่ได้) ก็ซื้อมาใช้ได้เลยครับ (แต่แพงนะ 555)

ในปัจจุบัน หลอด CFL เริ่มจะหายๆไปจากตลาดเรื่อยๆ มีหลายโรงงานปิด line การผลิตไปแล้ว สืบเนื่องจากปรากฏการณ์ “หลอดประหยัดกว่า” อย่าง LED ราคาถูกลงมากๆในปี 2016 จนผู้บริโภคหันมาสนใจใช้กันมากขึ้น

หลอด CFL เป็นหลอดที่ต่อไฟบ้านตรงไม่ได้ เช่นเดียวกับหลอด Fluorescent ต้องใช้ Ballast แปลงแรงดันไฟให้ต่ำลงก่อน  แต่ที่หลายคนใช้ๆกัน ก็เห็นใช้แทนหลอดไส้ได้นี่หว่า...

ต้องอธิบายอย่างนี้ครับว่า หลอด CFL สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ 1 แบบที่มี Ballast ในตัว (เรียกว่า PLC-E) และ 2 แบบที่ไม่มี Ballast ในตัว (เรียกว่า PLC)

โดย CFL ทั้ง 2 ประเภท จะมีลักษณะต่างกันโดยสิ้นเชิง สังเกตได้ที่ขั้วหลอด ถ้าเป็นแบบ PLC-E ขั้วหลอดไฟจะมีลักษณะ ขั้วเกลียว (screw-in) ขณะที่แบบ PLC จะเป็น ขั้วเสียบ (plug-in)

แบบที่เห็นกันส่นมากคือ PLC-E (ใช้แทนหลอดไส้ได้) ส่วน PLC แทบไม่มีใครใช้แล้ว (โรงงานส่วนมากก็เลิกผลิต) เนื่องจากต้องมี Ballast แยกออกมาอีกก้อน ซึ่งก็ต้องหาที่ซ่อน พอ Ballast เสีย มันก็บำรุงรักษาไม่ค่อยสะดวก แม้จะอายุยาวนานกว่าก็ตาม

ทั้งนี้ ผมได้ลองพยายามหาต้นตอที่มาที่ไปว่า ทำไมต้องใช้ตัวย่อ PLC หลังจากลองสืบดู สรุปได้อย่างนี้ครับว่า ต้นกำเนิดของหลอด CFL จริงๆต้องให้เครดิตกับคุณ Edward Hammer ครับ คิดค้นสำเร็จตั้งแต่ปี ค.ศ. 1976 แต่ไม่ได้ผลิตขายแบบ Mass Production เนื่องจากต้นทุนสูง

ต่อมาบริษัทไฟฟ้ายักษ์ใหญ่ Philips จึงนำไปพัฒนาต่อ และได้เปิดตัว CFL แบบขั้วเกลียวที่มี Ballast แกนเหล็กในตัว ในปี ค.ศ.1980 โดยครั้งนี้ ผลิตขายแบบ Mass Production ทำให้หลอดเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และได้ใช้ตัวย่อนำหน้าหลอดไฟประเภทนี้ว่า PL ย่อมากจาก Philips ส่วน C ไม่ได้มีคำอธิบายชัดเจนว่าย่อจากอะไร แต่ผมเชื่อว่าน่าจะ Compact Fluorescent นี่แหละครับ... (มั้ง?)

สำหรับเรื่องทรงหลอด... หลอด CFL ถูกผลิตออกมาหลายรูปทรง แต่ทรงหลักๆที่เห็นกันจะเป็น ทรงรูปตัว U คว่ำ และ ทรงเกลียว... (ถ้างง ไปดูภาพนะ 555 )

สาเหตุของการบิดเกลียว หรือโค้งแก้วให้เป็นตัว U ก็เพื่อลดความเป็นเส้นยาวๆ แบบดาบเลเซอร์ของเจได นั่นแหละครับ สำหรับทรงรูปตัว U คว่ำ ฝรั่งเขาจะเรียกกันว่า 2U, 3U, 4U โดยเลขก็คือจำนวนตัว U นี่แหละครับ เช่น 2U ก็คือ มีแก้วตัว U 2 อัน ยิ่ง U เยอะ ก็ยิ่งสว่าง

แต่คนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยสังเกตในจุดนี้ ไปดูที่ Watt ซะมากกว่า เลยเรียกทุกอย่างเป็น “หลอดประหยัด” เหมือนๆกันไปหมด

ส่วนหลอดประหยัดแบบเกลียว ฝรั่งเรียกว่า “ทรง Helix” (แปลว่าเกลียว) ขณะที่คนไทยส่วนมากเรียกกันจนติดปากว่า “หลอดทอร์นาโด” ซึ่งจริงๆเป็นชื่อรุ่นของ Philips ครับ (อารมณ์แบบคนเรียก “บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” ว่า “มาม่า” หรือ เรียก “เครื่องดื่มโกโก้มอลต์” ว่า “โอวัลติน” นั่นแหละครับ)

สุดท้ายนี้ อย่างที่เคยเขียนในบทความตอนที่แล้วเรื่อง Fluorescent
ขอย้ำอีกครั้งว่า ภายในหลอดไฟตระกูลนี้ มีสารปรอทอยู่ จึงจัดเป็นวัตถุอันตราย ควรเก็บให้ห่างมือเด็ก ถ้าแตก ปิดปาก ปิดจมูก หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับเศษแก้วโดยตรงนะครับ

 

5 หลอด  Gas Discharge

ต้องบอกก่อนว่า จริงๆแล้ว Fluorescent และ CFL ก็อยู่ในตระกูลนี้นะครับ แต่ในที่นี้ จะขอพูดถึงหลอด Gas Discharge ตัวอื่นๆ

วิธีการใช้หลอดตระกูลนี้ เวลาเปิด ควรเปิดทิ้งไว้นานๆ ทั้งวันทั้งคืน เช่น ไฟถนน เปิดทิ้งไว้ตั้งแต่หัวค่ำยันเช้ามืด

ทำไมต้องเป็นอย่างนั้น? ก็เพราะมันมีข้อเสียอันนึง คือ ปิดแล้วเปิดใหม่ไม่ได้ ต้องรอสักครู่ประมาณ 3-15 นาที (แล้วแต่ชนิด) ถึงจะเปิดใหม่ได้

มาว่าเรื่องความหมายกันก่อนดีกว่าครับ คำว่า Gas Discharge แปลว่าอะไร? ถ้าแปลตรงๆ มันจะเป็นวลี ประมาณว่า “การคาย/ปลดปล่อย ของก๊าซ” ซึ่งถ้าอ่านตอน Fluorescent มาแล้ว มันหลักการณ์เดียวกันครับ คือ Electron อิสระไปวิ่งชนกับ ก๊าซ และโลหะที่ระเหยเป็นไอ ทำให้มีระดับพลังงานสูงขึ้น แต่ Electron ต้องการกลับสู่ระดับพลังงานเดิม จึงปล่อยพลังงานออกมาในรูป แสงที่เราเห็น (และอาจมี UV และ IR ด้วย) คราวก่อนอธิบายละเอียดไปแล้ว มาเล่าประวัติศาสตร์มั่งดีกว่า...

ในปี 1675 นักสำรวจชาวฝรั่งเศส Jean Felix Picard  ได้สังเกตบารอมิเตอร์แบบปรอท (mercury barometer) ที่เขาถือ เขาพบว่า แก้วเปล่าๆส่วนที่ไม่มีปรอทเกิดการเรืองแสง แต่ก็ไม่มีใครอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้

ปี 1705 นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ Francis Hauksbee ได้ทำการทดลองโดยใส่ปรอทจำนวนเล็กน้อยลงไปในหลอดแก้วของเครื่องปั่นไฟ แล้วดูดอากาศออกให้เป็นสูญญากาศ พอชาร์ตไฟเข้าไป หลอดแก้วจะส่องแสงเพียงพอกับการอ่านหนังสือ

แม้จะยังอธิบายปรากฏการณ์ไม่ได้ แต่ก็เป็นรากฐานหรือจุดเริ่มต้นของหลอด Gas Discharge รุ่นแรกๆ

ปี 1802 ช่างไฟฟ้าชาวรัสเซีย Vasily Vladimirovich Petrov ได้อธิบายปรากฏการณ์ electrical arc หรือ ปรากฏการณ์นำไฟฟ้าในก๊าซเนื่องจากการปลดปล่อยไฟฟ้าในบรรยากาศ นับแต่นั้นก็เกิดการค้นคว้าเรื่องหลอดไฟประเภท Gas Discharge กันอย่างแพร่หลาย

หลอด Gas Discharge แบ่งเป็น 2 ประเภทหลักๆได้แก่

1 หลอดความดันไอต่ำ (Lowpressure Discharge Lamps)

1.1 หลอดฟลูออเรสเซนต์ (Fluorescent Lamp)
1.2 หลอดคอมแพคท์ฟลูออเรสเซนต์ (Compact Fluorescent Lamp)
1.3 หลอดโซเดียมความดันไอต่ำ (Low Pressure Sodium Lamp)

2 หลอดความดันไอสูง (High-pressure Discharge Lamps หรือ High Intensity Discharge Lamps หรือ HID lamps)

2.1 หลอดไอปรอท (Mercury Vapor Lamp)
2.2 หลอดโซเดียมความดันไอสูง (High Pressure Sodium Lamp)
2.3 หลอดเมทัลฮาไลด์ (Metal Halide Lamp)

แต่ละหลอด มีข้อดีข้อเสียต่างกัน โดยผมสรุปให้ไวๆดังนี้ครับ (เฉพาะข้อ 1.3, 2.1, 2.2, 2.3)

Mercury Vapor Lamp ให้แสงสว่างน้อยกว่า 50 lumen ต่อ 1 watt (กินไฟ), หลอดจะค่อยๆสว่าง โดยกว่าหลอดจะสว่างเต็มที่ ประมาณ 5-7 นาที และถ้าปิดไฟแล้วจะเปิดใหม่ ต้องรออีก 3-6 นาที

Metal Halide Lamp ให้แสงสว่าง 66-85 lumen ต่อ 1 watt, หลอดสว่างเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 3 นาที และถ้าปิดไฟแล้วจะเปิดใหม่ ต้องรออีก 10-15 นาที, ปล่อยรังสี UV

High Pressure Sodium Lamp ให้แสงสว่าง 70-110 lumen ต่อ 1 watt, หลอดสว่างเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที และถ้าปิดไฟแล้วจะเปิดใหม่ ต้องรอ 1 นาที, สีของแสงออกเหลืองๆแดงๆ (2000K)

Low Pressure Sodium Lamp ให้แสงสว่าง 100-150 lumen ต่อ 1 watt, หลอดสว่างเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 10-13 นาที และถ้าปิดไฟแล้วจะเปิดใหม่ ต้องรอ 1-2 นาที, สีของแสงออกเหลืองๆส้มๆ (2000K)

อย่างที่เห็นนะครับ ไม่ใช่หลอดตระกูลนี้ไม่ดี แต่มันต้องใช้ให้ถูกที่ ถูกทาง และ ถูกจุดประสงค์

Mercury Vapour Lamp และ Metal Halide เดี๋ยวนี้ คงไม่ใช้กันแล้ว เพราะกินไฟ ปิดเปิดใหม่ทันทีก็ไม่ได้ หลอด Mercury Vapour (ไอปรอท) เป็นขยะอันตราย ส่วนหลอด Metal Halide เปิดปิดใหม่ รอนานมาก แถมดัน UV ด้วย

ดังนั้นที่เหลือใช้ๆกันอยู่ก็แค่ High Pressure Sodium Lamp และ Low Pressure Sodium เท่านั้น ถึงมันจะกินไฟไม่มาก แต่สีของแสงก็เหลืองส้ม (2000K) ซึ่งใช้ยากเหลือเกิน มันจึงเป็นได้แค่ ไฟถนนที่เน้นให้มองเห็น ไม่เน้นความสวยงาม

เกร็ดเล็กๆก่อนจบนะครับ ไฟถนนเนี่ย ทำไมต้องสูงปี๊ดเท่าตึก 4-5 ชั้น ก็เพราะถ้ามันเตี้ย มันก็ต้องปักเสาถี่ขึ้น ซึ่งถ้าเทียบกันระหว่าง จำนวนเสาน้อยๆ+หลอดไฟแรงๆ กับ จำนวนเสามาก+หลอดไฟธรรมดา พอคิดต้นทุนออกมา ค่าเสามันแพงกว่าหลอดเยอะ ดังนั้น เสาน้อยจึงประหยัดกว่า หลอดแรงๆอย่างหลอด Low Pressure Sodium เหมาะมากกับโจทย์นี้ เพราะ ไฟถนนต้องเปิดทิ้งไว้ทั้งคืน เรื่องประสิทธิภาพหลอด 100-150 lumen / watt คิดๆดู อาจดีกว่า LED ด้วยซ้ำ หลอดนึงที่ขายๆกัน อาจมี Watt สูงตั้งแต่ 250 – 1,000 watt ซึ่งแปลว่า มันสว่างในช่วง หลักหมื่น ถึง หลักแสน lumen เลยทีเดียว
 

นายปลั๊กไฟ

light up living for...  
34
years
4
months
19
days
12
hours
46
minutes
3
seconds