คริสตัลคืออะไร?

โคมไฟคริสตัล เป็นโคมไฟประเภทหนึ่งที่คนนิยมเลือกมาใช้ตกแต่งบ้าน นั่นก็เพราะ ความสวย ความใส ความระยิบระยับ ของคริสตัล ยิ่งตอนเปิดไฟ ยิ่งเปล่งประกายสวยงาม
ในวันนี้ lightinghouse อยากแชร์ความรู้เกี่ยวกับคริสตัล ให้ทุกท่านได้รู้จักกับสิ่งสวยงามสิ่งนี้ให้มากขึ้นไป ถ้าสนใจ ก็เชิญอ่านกันได้เลยครับ

อันดับแรก คริสตัลคืออะไร?
ถ้าเอานิยามแบบแรกเริ่มเดิมที คำว่า “คริสตัล” เป็นคำเฉพาะที่ใช้สำหรับเรียกอัญมณีชนิดหนึ่งซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติ
อัญมณีชนิดนี้ ปัจจุบันเราเรียกว่า Rock Crystal จัดอยู่ในตระกูลควอตซ์ มีลักษณะขาวใสคล้ายน้ำแข็ง
(รากศัพท์ คริสตัล มาจากคำว่า คริสเติลลอส แปลว่าน้ำแข็งในภาษากรีก)
แต่ในปัจจุบัน คำว่า คริสตัล กลายเป็นคำที่ใช้เรียก แก้วตะกั่ว หรือ Lead Glass แทน ซึ่งอาจเป็นสีอะไรก็ได้
โดย แก้วผสมตะกั่ว ไม่ถูกจัดเป็นอัญมณี เพราะเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นมาเอง ไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ

สำหรับคำว่า “แก้วตะกั่ว” อาจสร้างความสับสนระหว่าง
แก้วตะกั่วที่ใช้ในการซ่อมอุดเติมรอยแตกในพลอย กับ แก้วตะกั่วที่นำมาสร้างเป็นเครื่องแก้วหรือของประดับตกแต่ง
ดังนั้น แก้วตะกั่วประเภทสวยงาม จึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “แก้วคริสตัล”

สำหรับบุคคลที่ทำให้ แก้วตะกั่ว มีชื่อเสียงขึ้นมา คือนาย George Ravenscroft (1632-1683) เจ้าของร้านเครื่องแก้วใน London
ในตอนแรก เขาก็ขายแก้วปกติ แต่ด้วยส่วนผสมที่มีปัญหา ผลงานแก้วของเขาจึงเกิดการ Crizzle เรื่อยๆ (ขออภัย คำนี้ ไม่มีแปลเป็นภาษาไทย)
ลักษณะคือเกิดรอยแตกเล็กๆทั่วทั้งพื้นผิว ทำให้ความใสของแก้วถูกทำลาย
เขากับทีมงานได้พยายามหาวิธีแก้ปัญหาการ Crizzle ของแก้วไปเรื่อยๆ
จนในปี ค.ศ. 1676 เขาได้ประกาศว่า เขาเจอวิธีแก้ปัญหาแล้ว
เขาได้พัฒนากรรมวิธีการผลิตแก้ว โดยเติมสารตะกั่ว Lead Oxide เข้าไปใน “น้ำแก้ว” (Molten Glass) แทนโปแตชฟลักซ์
โดยมีสัดส่วนของ Lead Oxide ที่ 30%
การเติมตะกั่วเข้าไป ช่วยให้เป่าแก้วได้ง่ายขึ้น เพราะจะทำให้ น้ำแก้ว รักษาระดับความร้อนได้นานขึ้น + ลดความเหนียวหนืดของน้ำแก้ว
ผลงานแก้วที่ได้ จะมีคุณสมบัติคือ ใสขึ้น + ระยิบระยับขึ้น + แข็งแรงขึ้น + มีฟองอากาศในแก้วน้อยลง
(Lead Glass หรือ แก้วตะกั่ว จะมีสัดส่วนตะกั่วอยู่ในช่วง 24-40% แล้วแต่สูตรของผู้ผลิต ยิ่งตะกั่วเยอะ ยิ่งแวววาว)

ทั้งนี้ เขาไม่ได้เป็นผู้ริเริ่มนำตะกั่วมาผสมกับแก้วนะครับ เป็นเพียงผู้พัฒนากรรมวิธีการผลิต จนเกิดเป็นอุตสาหกรรมขนาดใหญ่
ในยุคนั้น ผู้ผลิตแก้วในอังกฤษหันมาทำ แก้วตะกั่ว กันมากมายจน “แก้วตะกั่วแห่งอังกฤษ” กลายเป็นสินค้าที่มีชื่อเสียง และเป็นนิยมมากๆในตลาดยุโรป
สามารถตีตลาด “แก้วจากโบฮีเมีย” อันโด่งดัง จนผู้ผลิตแก้วในโบฮีเมียถึงกับต้องยกธงขาว

สำหรับผู้ที่ริเริ่มนำ Lead Oxide มาผสมในแก้วจริงๆ ไม่มีบันทึกไว้ แต่จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ แก้วผสมตะกั่วที่เก่าแก่ที่สุด น่าจะถูกทำขึ้นตั้งแต่ยุคเมโสโปเตเมีย
นั่นหมายความว่า มนุษย์ได้เคยผสมตะกั่วลงในแก้วมา ไม่ต่ำกว่า 5,000 ปีแล้ว

ในยุคปัจจุบัน ที่มนุษย์มีความรู้มากขึ้น
เป็นที่ชัดเจนว่า สารตะกั่วเป็นอันตรายต่อผู้ใช้งาน
จึงเกิดความไม่สบายใจที่จะใช้เครื่องแก้วจำพวกแก้วน้ำ จาน ชาม ที่ปนเปื้อนตะกั่ว
ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดการคิดค้น วิจัย พัฒนา กรรมวิธีการผลิตคริสตัลที่เงางามเท่าเดิม แต่ไร้สารตะกั่ว
เกิดเป็นสินค้าอีกประเภท เรียกว่า “Lead Free Crystal” หรือ “คริสตัลไร้สารตะกั่ว”
ดังนั้นจะเห็นว่า คำว่า คริสตัล ก็ไม่ได้หมายถึง แก้วตะกั่ว เสียทีเดียว

แวะไปเล่าเรื่อง เครื่องแก้วคริสตัล นานมาก
ไว้มีโอกาส จะกลับมาเขียนต่อเรื่อง คริสตัลสำหรับโคมไฟ นะครับ

ก่อนจบ ขอให้เข้าใจตรงกันว่า โคมไฟคริสตัล ที่คุณเห็นในท้องตลาด ส่วนมากจะเป็นโคมไฟที่ห้อย Lead Glass (คริสตัลแบบมีตะกั่ว)
ส่วนโคมไฟที่ห้อยอัญมณีมีค่าอย่าง Rock Crystal ก็มีบ้าง แต่ราคาก็แพงมาก อาจมีราคาซื้อขายหลายแสนบาท

สุดท้ายนี้ อยากให้คุณลองถามตัวเองดูนะครับว่า
นิยามของคำว่า “คริสตัล” ของคุณคืออะไร?
ถ้า “คริสตัล” ของคุณ หมายถึง คริสตัลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ (Rock Crystal)
ไม่ว่าจะคริสตัล Swarovski, คริสตัล Asfour, คริสตัล Bohemia หรือ ยี่ห้อไหนๆก็ “เทียม” หมดครับ
ถ้า “คริสตัล” ของคุณ หมายถึง “แก้วตะกั่ว” (Lead Glass)
ของเทียมก็คือ พวกคริสตัลอะคริลิค คริสตัลพลาสติกขึ้นรูป ที่ขายตามร้านลูกปัดครับ

เอาเถอะ… ไม่ว่าคริสตัลของคุณจะหมายถึงอะไร ผมเชื่อว่าภาพในหัวเราทุกๆคนคงคล้ายๆกันแหละเนอะ
ของแข็ง ที่มีความใส และมีความระยิบระยับ คล้ายเพชรที่ถูกเจียระไนอย่างสวยงาม

บทความโดย แอดมิน ปลั๊ก
www.lightnghouse.co.th